บทที่ 3 ปฐมบท 1 สวีหลิงเยี่ยน3
ตามทางเดินทอดยาว ไกลออกมาจากผู้คนเรื่อยๆ กระทั่งมาถึงชายป่าชานเมือง
สวีหลิงเยี่ยนไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเดินมานานเท่าใด ครั้นเงยหน้าขึ้น ยกมือปาดน้ำตาที่เอ่อล้นอาบสองข้างแก้ม จึงเห็นเป็นชายป่าห่างจากตัวเมืองออกมาค่อนข้างไกล ริมทางเป็นคู่น้ำกว้างที่โขดหินถูกกัดเซาะจนเป็นตลิ่งสูงชัน หญิงสาวไม่รู้ว่าควรเดินต่อไปทางไหน จะกลับบ้านก็ไม่กล้า จะเดินต่อไปข้างหน้าก็ไม่มีที่ไป จึงออกอาการงก ๆ เงิ่น ๆ ยืนประหม่าตัวสั่นจนทำอะไรไม่ถูก
จังหวะนั้น เด็กชายสองคนเดินมาชนนางดังพลั่ก
สวีหลิงเยี่ยนถึงกับลื่นพรืด ไถลลงไหล่ทาง “อ๊ะ!” นางพยายามหาที่ยึดแต่ไม่มี ยื่นมือไปหวังว่าจะมีใครจับ แต่กลับไม่มีเช่นกัน ได้ยินเพียงเสียงจากเด็กเหล่านั้น
“อ้าว? เจ้าเดินอย่างไรไปชนพี่สาวนั่น”
“ช่วยมิได้ นางยืนเกะกะเอง”
“ทางกว้างปานนี้ เจ้ามองไม่เห็นนางรึ?”
“เห็นน่ะเห็น แต่นางยืนทื่อ ไม่ยอมหลบเอง”
ท่ามกลางเสียงถกเถียงที่ห่างออกไปอย่างไม่ไยนั้น สวีหลิงเยี่ยนพลันได้ยินเสียงปึกดังที่ข้างขมับขวา
ความเย็นวาบแล่นลามไปทั่วสรรพางค์กาย ตามด้วยความเจ็บแปลบสายหนึ่ง และกลิ่นคาวเลือดที่เริ่มได้กลิ่น จากทิศทางที่มันรินไหลตรงหางตาด้านขวา หญิงสาวไถลลื่นตกตลิ่งชันลงมาจนศีรษะกระแทกหินอย่างจัง
นางแน่นิ่งไป
“ตายหรือไม่?”
ภายใต้ภาวะสะลึมสะลือเสียงเด็กยังคงดังให้ได้ยินบนตลิ่งชันนั้น
“เจ้าลงไปช่วยสิ นางจมน้ำแล้วน่ะ”
“ไม่! นางโง่ยืนบื้อให้ข้าชนเอง”
“ทำแบบนี้เจ้าจะถูกทางการจับหรือไม่”
“เฮอะ! คงไม่! เจ้าดูนางสิ ท่าทางไม่ได้ความแบบนี้ไม่มีใครออกตามหาหรือแจ้งทางการหรอกกระมัง พวกเรารีบหนีดีกว่า”
ช่างไร้ค่าไม่อยู่ในสายตาใครต่อใคร...
สวีหลิงเยี่ยนกลืนก้อนสะอึกลงลำคอ ปล่อยตัวจมน้ำ เห็นเพียงท้องน้ำที่มืดมิดว่างเปล่า ปล่อยน้ำตาให้หายไปกับความว่างเปล่านั้นอย่างหมดกำลังใจ ไร้เรี่ยวแรงฝืนลุกขึ้นยืน
บางที การตายทั้งอย่างนี้คงดี ไม่อยากมีชีวิตอีกแล้ว
หวังเพียงเกิดใหม่ ได้เป็นใครสักคน ที่ไม่ใช่นาง...
ภายใต้ท้องธาราไหลวนเวิ้งว้าง
วาจาคำนึง รำพึงจากสติอันไร้ความคิด สิ้นหนทาง
บุปผาวารี[1]ผลิบาน งดงามบาดตา ผสานคำภาวนา
[1] บุปผาวารี คือดอกไม้ที่อยู่ในน้ำ ซึ่งดอกไม้ที่อยู่ในน้ำนั้นมักมีสีสันสวยงามและส่วนใหญ่ล้วนมีพิษสงร้ายกาจ เราจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า 'ดอกไม้พิษ'
ปฐมบท 2 หลิ่งหลิน
บางคนเจอปัญหาเล็กน้อยกลับแพ้พ่าย แต่บางคนแม้เจอปัญหาหนักหนาสักเท่าใดกลับไม่เคยแพ้ภัย
ในเมื่อสวรรค์เบื้องบนเมตตาให้ชีวิตได้เกิดเป็นคน ความอดทนย่อมต้องมีให้มากสักหน่อยจึงจะดี
ชีวิตนี้ที่ต้องดิ้นรนย่อมเป็นเรื่องสามัญของปุถุชน คำว่ายอมแพ้ต่อชะตาไม่มีในตำราของสตรีนามว่าหรงเอ๋อร์
ย้อนกลับไปสิบห้าปี ในตลาดกลางเมืองจินซานที่ห่างไกลปกครองตนเองยังคงมีฝูงชนคลาคล่ำเต็มท้องถนน
สาวน้อยมองไปทางใดล้วนเห็นแต่ผู้คนเดินขวักไขว่ ทว่าผักสดและของป่าที่นำมาขายกลับขายไม่หมดเสียที
หรงเอ๋อร์นั่งเท้าคางนับพวงเงินที่มีอย่างเบื่อหน่าย สุดท้ายก็กลับบ้านอย่างหงุดหงิด คิดเพียงอยากมีเงินเยอะๆ จะได้ออกไปใช้ชีวิตตัวคนเดียว ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้ใด ไฉนจึงยากเย็นนัก
หญิงสาวนำของป่าและตะกร้าผักไปเก็บในครัว เดินกลับเข้าเรือนส่วนตัวที่ไม่เคยได้อยู่แบบส่วนตัวเท่าใด สายตาพลันเห็นมารดาแต่งกายงดงามเดินนวยนาดออกมา
“ท่านแม่” หรงเอ๋อร์ทักทาย
ลิ่งซือทำหน้าดุ “เหตุใดกลับมาช้านักเล่า ไหนดูสิ ได้เงินมาเท่าใด เอามาให้ข้า”
หรงเอ๋อร์ยื่นถุงเงินให้
“ทั้งหมด!”
มารดาตะคอกหรงเอ๋อร์จึงล้วงออกมาอีกหนึ่งพวง
ลิ่งซือกระชากเงินทั้งหมดมายัดใส่สาบเสื้อตนลวกๆ พลางโบกมือไล่ “ไปๆ เข้าห้องไปช่วยน้องสาวเจ้าแต่งตัวเดี๋ยวนี้เลย”
หรงเอ๋อร์นิ่วหน้า นางไปขายของไม่ได้เที่ยวเล่นนี่นา กลับมาเหนื่อยๆ ยังต้องช่วยแต่งตัวอันใดอีก ยังไม่ทันขยับ ลิ่งซือพลันผลักไหล่ของนางจนแทบกระเด็น
“อย่ามัวยืนบื้อ น่ารำคาญจริง ข้าไม่น่ารับเจ้ามาเป็นลูกบุญธรรมเลย ใช้งานสิ่งใดไม่เคยได้ดังใจ เข้าไปเสียทีสิ! ข้ายังต้องเตรียมตัวเดินทางไปงานเลี้ยงอีก”
ดวงตาหรงเอ๋อร์ทอประกายกร้าววูบหนึ่ง
รับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมหรือเป็นทาสรับใช้กันแน่ แม้คิดเช่นนั้นแต่ก็ต้องเดินเข้ามาช่วยน้องสาวแต่งตัวอยู่ดี อีกฝ่ายย่อมได้ไปร่วมงานเลี้ยงกับมารดา
ในขณะที่นางต้องทำแต่งานและงาน ทำเองทุกอย่างทั้งในบ้านนอกบ้านเพราะไม่มีเงินจ้างสาวใช้
ในห้องด้านใน น้องสาวหันมาแย้มยิ้มเฉิดฉาย “มาแล้วหรือพี่หญิง เร็วเข้า ช่วยปักปิ่นให้ข้าที”
หรงเอ๋อร์เดินมาหยิบปิ่นในมือหรูอี้ ค่อยๆ ปักลงไปในมวยผมดำขลับนั้น
อันที่จริง นางอยากปักลงไปในลำคออีกฝ่ายให้เลือดสาดมากกว่า เสื้อผ้างดงามจนน่าอิจฉาจะได้เปื้อนไปซะ
คิดอย่างหงุดหงิดแต่ทำอันใดมิได้แม้แต่นิด
หรูอี้ผู้เป็นน้องสาวย่อมรับรู้ได้ถึงความหงุดหงิดนั้น แต่แล้วอย่างล่ะ รอยยิ้มของนางยิ่งเหยียดกว้าง “จุ๊ๆ พี่สาว เจ้าอย่าได้ทำสีหน้าท่าทางเช่นนี้ต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่เชียว แม้พวกเราจะเป็นลูกติดเหมือนกัน แต่เจ้าเป็นแค่ลูกบุญธรรมของมารดา ส่วนข้าเป็นถึงลูกในไส้ของบิดานะ เจ้าเทียบข้าไม่ได้หรอก อ้อ...แล้วอย่าลืม ข้าวของเครื่องใช้รวมถึงเสื้อผ้าเครื่องประดับเหล่านี้ ล้วนเป็นของข้าทั้งหมด เจ้าไม่มีสิทธิ์ทั้งสิ้น จำไว้”
